ความสำคัญของ โจวเอินไหล ที่มีต่อประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่

โจวเอินไหล เป็นบุคคลสำคัญของจีนที่มีความสำคัญในฐานะเป็น “รัฐบุรุษ” เพราะเขาคือหนึ่งในผู้เปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางประวัติศาสตร์จีนสมัยใหม่  ในฐานะที่เขามีความสำคัญอย่างมากในขบวนการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขาเป็นหนึ่งในผู้นำคนสำคัญในยุคแรกเริ่มแห่งการก่อตั้งการปฏิวัติ ดังนั้นโจวเอินไหนจึงมีความสำคัญยิ่งต่อพัฒนาการการศึกษาจีนสมัยใหม่ ด้วยความที่ โจวเอินไหล เป็นทั้งนักการทหาร นักการเมือง และ นักการทูต โจวเอินไหล จึงเป็นบุคคลที่ทั่วโลกต่างให้การยอมรับ

ช่วงแรกในชีวิตทางการเมืองของโจวเอินไหลนั้น โจวเอินไหลเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองของเรียนนายร้อยหวงผู่ ซึ่งเจียงไคเช็ค เป็นผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อย และขณะเดียวกันได้ดำรงตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการพรรคคอมมิวนิสต์จีน เขตกวางตุ้ง-กวางสี ในขณะนั้นบ้านเมืองจีนเต็มไปด้วยความระส่ำบ้านเมืองเต็มไปด้วยขุนศึกต่างๆมากมายสังคมจีนอยู่ลักษณะของความแตกแยกทางการเมืองอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งในขณะนั้นพรรคก๊กมินตั๋งและพรรคคอมมิวนิสต์จีน นำโดย  ดร.ซุนยัดเซ็น เป็นผู้นำได้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์จีนปราบขุนศึกทางภาคเหนือในปี 1924 ซึ่งเป็นสงครามปฏิวัติภายในระยะเวลาหนึ่ง โจวเอินไหลในขณะนั้นซึ่งได้ร่ำเรียนต่อในประเทศฝรั่งเศสก็ถูกให้กลับมาช่วยงานพรรคก๊กมินตั๋งในตำแหน่งดังกล่าว ในที่นี้เองโจวเอินไหลได้แสดงทักษะต่างๆมากมายทางด้านทักษะต่างๆที่เขาร่ำเรียนมาโดยเขาและทีมอาจารย์ที่เป็นสมาชิกพรรคคอมมิวนิวต์จีนได้ทำหน้าที่สอนวิชาการเมือง ในโรงเรียนนายร้อยหวงผู่ โจวเอินไหลได้รับการยอมรับอย่างรวดเร็วในขณะที่เขายังมีอายุเพียงแค่ 26 ปี แต่โจวเอินไหลได้ก้าวสู่ตำแหน่งสำคัญในโรงเรียนนายร้อยหวงผู่ ทำให้เขาก้าวสู่การเป็นนายพลที่อายุน้อยที่สุด ซึ่งผลงานของโจวเอินไหลจะอยู่ในรูปแบบของการปลุกระดมมวลชนและนักรบทุกรูปแบบ ปรากฏว่าผลงานเขาเป็นที่น่าพอใจยิ่งรัฐบาลแห่งชาติจึงแต่งให้ โจวเอินไหลเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเมืองกองทัพแนวที่1 มียศพลตรี

บทบาทของโจวเอินไหลที่เด่นชัดที่สุดคือบทบาททางการทหาร เมื่อครั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนและก๊กมินตั๋ง แตกแยกกันหลังการถึงแก่อสัญกรรมของ ดร.ซุนยัดเซ็น จนนำไปถึงการขึ้นสู่อำนาจของ เจียงไคเช็ค นั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายประการ เจียงไคเช็ค สามารถรวมแผ่นดินจีนได้เป็นหนึ่ง การปกครองของเจียงไคเช็ค นำไปสู่รูปแบบของการปกครองแบบรัฐบาลเผด็จการทหาร และที่สำคัญคือการกวาดล้างพรรคคอมมิวนิสต์ครั้งใหญ่ จนนำไปสู่สงครามกลางเมืองครั้งใหม่ระหว่าง2ขั้วอำนาจทางการเมืองที่มี นี้เองโจวเอินไหลได้ทำหน้าที่ในฐานะนักการทหารที่สำคัญคนหนึ่งที่มีส่วนอย่างยิ่งในการบัญชากองทัพทั้งศึกใหญ่หลายๆศึก     ในช่วงการเดินทัพทางไกล ระหว่างปี ค.ศ. 1934 -1936 ซึ่งเป็นการถอยทัพครั้งใหญ่หลายครั้งของกองทัพแดงแห่งพรรคคอมมิวนิสต์จีน ที่กำลังเพลี่ยงพล้ำต่อกองทัพรัฐบาลพรรคก๊กมินตั๋ง ซึ่งนำโดย จอมพลเจียงไคเช็ค  ด้วยกำลังที่น้อยกว่ายากแก่การต่อสู้ตรงๆ กับรัฐบาล พรรคมิวนิสต์จึงนำกำลังทหาร พร้อมด้วยประชาชนจำนวนหนึ่งเดินเท้าถอยร่นจากทางใต้ หนีขึ้นไปทางเหนือของประเทศจีน   โดยนอกจากบทบาทที่โดดเด่นในการเป็นผู้นำของเหมาเซตุง ในการเดินทัพทางไกลนี้แล้ว  โจวเอินไหล ถือว่าเป็นบุคคลที่มีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกัน  โดยเขาได้รับตำแหน่งเป็น ผู้บัญชาการกอง  นำการต่อสู้กับทหารของรัฐบาล  ในการเดินทัพทางไกลครั้งนี้ โดยเฉพาศึกสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่2 (1937-1945) โจวเอินไหลรับหน้าที่ในการเป็นผู้ประสานความร่วมมือกับรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ซึ่งในขณะนั้น จวบจนจบสงคราม

     ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ผลที่ตามมาคือญี่ปุ่นในฐานะคู่สงครามของจีนผ่ายแพ้นั้น จีนซึ่งนำโดย เจียงไคเช็ค ประธานาธิบดีของ สาธารณรัฐจีน(จีนคณะชาติ) ได้เปิดสงครามกลางเมืองอีกครั้งโดยฉีกข้อตกลงทั้งหมดที่ทำไว้สมัยสงครามจีน-ญี่ปุ่น โดยนักเรียน-นักศึกษาได้ร่วมกันจัดตั้งสหพันธ์คัดค้านสงครามกลางเมืองและได้เดินขบวนต่อต้านสงครามกลางเมืองในเมืองคุณหมิง จำนวน 6,000คน แต่ถูกปราบปราม วันต่อมาบรรดานักศึกษาในมหาวิทยาลัยซีหนันได้หยุดเรียนเพื่อประท้วงต่อโดน อันตพาลทางการเมืองของก๊กมินตั๋งเขาก่อก่อนทำให้มีผู้เสียชีวิต ในวันที่ 1 ธันวาคม 1945 ยั้งผลให้เกิดการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ ซึ่งเหตุผลสำคัญคือ การต่อต้านสงครามมกลางเมือง เรียกร้องประชาธิปไตย โดยมีขบวนการนักศึกษาเป็นแกนนำทั่วเขตการปกครองของก๊กมินตั๋ง สงครามครั้งนี้พรรคคอมมิวนิสต์จีนขนาดนามว่าเป็น สงครามปลดแอกประชานชนจีน เจียงไคเช็คสั่งการให้กองทัพจีนคณะชาติเข้าโจมตีเขตการปกครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ต่อมาศูนย์กลางพรรคได้ประกาศไปยังเขตปลดปล่อยทุกเขตเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1946 โดยมีเนื้อหาที่สำคัญว่า “สงครามกลางเมืองขนานใหญ่ได้ที่ก่อขึ้นโดยข้าศึกได้เริ่มต้นขึ้นแล้วด้วยการโจมตีของกองพลที่ 5 เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ค.ศ.1946 ฝ่ายเราจะเริ่มทำสงครามป้องกันตนเองตั้งแต่บัดนี้”  ในขณะที่โจวเอินไหลนั้นได้ปลุกระดมให้ประชาชนชาวจีนทั้งประเทศลุกขึ้นสู้กับ สงครามคัดค้านเผด็จการทหาร คัดค้านอดอยาก   ต่อมาในเดือนกันยายน ค.ศ.1947 โจวเอินไหลได้ประกาศว่า สถานการณ์ในขณะนี้กองทัพปลดแอกประชาชนจีนได้เริ่มตีโต้ตอบขอบเขตทั่วประเทศและจะสามารถโค่นล้มเจียงไคเช็คได้ภายใน 2-5ปี ซึ่งการคาดการณ์เชิงวิทยาศาสตร์ของโจวเอินไหลนี้ได้รับการพิสูจน์จากการปฏิบัติในสงครามปลดแอกประชาชนจีนในฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ.1948 ซึ่งกองทัพปลดแอกประชาชนจีนขยายกำลังได้ถึง 2.8ล้านนาย ในจำนวนนี้มีกำลังสนาม จำนวน1.49ล้านนาย ประชากรในเขตนี้มี 168 ล้านนาย ซึ่งกองทัพก๊กมินตั๋งกลับมีกำลังเหลือเพียงแค่ 3ล้านนาย สถานการณ์เช่นนี้ศูนย์กลางพรรคได้เสนอต่อที่ประชุมให้มีการสร้างกองทัพให้ส้รางกำลังพลทั้งสิ้น 5ล้านนาย และให้ทำลายแผนข้าศึก 500กองพลน้อย ภายใน5ปี จุดเปลี่ยนของสงครามที่สำคัญยิ่งคือ กองทัพปลดแอกได้ก่อยุทธการเหลียวเสิ่น ยุทธการหวยไห่ และ ยุทธการผิง-จิน (ปักกิ่ง-เทียนสิน) ผลคือสามารถทำลายกองทัพจีนคณะชาติได้จนเกือบจะหมดสิ้น จนกระทั้งวันที่ 23 เมษายน 1949 กองทัพปลดแอกประชาชนจีนสามารถยึดครอง นครนานกิง อันเป็นเมืองหลวงของรัฐบาลจีนคณะชาติของ จอมพลเจียงไคเช็ค ได้สำเร็จได้ไม่ถึง3ปี ต่อด้วยการปลดปล่อยมหานครใหญ่ๆเช่น นครเซียงไฮ้ นครฮั่นโค่ว นครซีอาน นครกวางโจว นครจุงกิง ส่วนคณะรัฐบาลจีนคณะชาติได้หนีไปอยู่เกาะไต้หวัน โดยมีกองทัพสหรัฐอเมริกาคุ้มกันเกาะไต้หวันไว้

1 ตุลาคม 1949 รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนได้บังเกิดกำเนิดขึ้น ณ เทียนอันเหมิน โดยโจวเอินไหล ได้รับการแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรีคนแรกแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนคนแรกควบตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และ รองประธานคณะกรรมาธิการการทหารส่วนกลางแห่งพรรคคอมมิวนิสต์  โดยหน้าที่ด้านการต่างประเทศของโจวเอินไหลชิ้นแรกคือ แจ้งคำประกาศของเหมาเจ๋อตง ว่าด้วยการสถาปนารัฐบาลกลางประชาชนจีนไปยังรัฐบาลประเทศต่างๆ เสนอให้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นปกติต่อกัน วันรุ่งขึ้นสหภาพโซเวียต ประกาศรับรองรัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นรายแรก ตามมาด้วย บังแกเรีย โรมันเนีย ฮังการี เกาหลีเหนือ มองโกเลีย เยอรมันนีตะวันออก แอลเบเนีย พม่า อินเดีย เวียดนาม เดนมาร์ก สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ และ อินโดนีเซีย มาจนถึง เดือนตุลาคม 1950 มีประเทศที่รับรองรัฐบาลของโจวเอินไหลทั้งสิ้น 25 ประทศ ในขณะเดียวกันโจวเอินไหลได้ยกเลิกอภิสิทธิ์ต่างๆที่มหาอำนาจมีอำนาจเหนือจีน และได้ปรับเปลี่ยนสนธิสัญญาที่ทำไว้กับโซเวียตที่ไม่เสมอภาค ซึ่งได้ทำไว้สมัยรัฐบาลเดิม และได้เชื่อมไมตรีระหว่างกันภายหลังสงครามเกาหลียุติโจวเอินไหลได้เปลี่ยนบทบาทไปเป็นผู้บริหารกิจการทั่วไปทั้งของรัฐบาลและศูนย์กลางพรรค โดยวางกรอบนโยบายการบริหารไว้รอบด้าน ได้ในยุคนี้โจวเอินไหลได้สร้างศิลปะทางการทูตกับบรรดารัฐบาลต่างๆนำมาซึ่งความเชื่อมั่นและได้นำพาจีนเข้าสู่เวทีโลก โดยเฉพาะการประชุมเจนีวา ซึ่งเป็นกิจกรรมกางต่างประเทศชิ้นแรกที่โจวเอินไหลได้แสดงบทบาทต่อนานชาติและแสดงบทบาทได้อย่างโดดเด่นจนเป็นที่ตื่นตาตื้นใจชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง

จอห์น กล่าวว่า แผนปฏิบัติการด้านการทูตของโจวเอินไหล คือหัวใจสำคัญ โจวเอินไหลสามารถบรรลุเป้าหมายสำคัญมากมาย อาทิ สร้างดุลยภาพอำนาจป้องกันประเทศจากการคุกคามของโซเวียต อีกทั้งยังสร้างเสถียรภาพพอที่จะไม่กระทบกระเทือนจากการจับมือกันของโซเวียตกับสหรัฐฯ ด้วยนโยบายการทูตของโจวเอินไหล ทำให้จีนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีแห่งศตวรรษใหม่ของชาติตะวันตก เพื่อนำกลับมาพัฒนาประเทศจีน อันเป็นการปูแนวทางพื้นฐานสำหรับนโยบายสำคัญ นั่นคือ ‘นโยบายสี่ทันสมัย’ โจวเอินไหล ยังนำจีนกลับมาสู่เวทีโลก หลังจากที่นานาชาติเคยมีความพยายามที่จะโดดเดี่ยวกีดกัน เพื่อสนับสนุนไต้หวันแทน อย่างไรก็ตาม ในเรื่องไต้หวันนี้ โจวเอินไหล ก็รู้เท่าทันพอที่จะไม่หักหาญเอาทั้งหมด โดยยอมรับว่า ยังมีเป้าหมายหลัก เป้าหมายรองอีกมากมายที่จำเป็นต้องใช้เวลา ไม่อาจสำเร็จได้ในระยะสั้น และเรื่องสำคัญที่ต้องการในยุคของเขาคือการเปิดประตูสู่ตะวันตก และสร้างกำแพงที่มั่นคงจากการคุกคามของสหภาพโซเวียตในเวลานั้นมากกว่าจอห์น ยังบอกว่า โจวเอินไหล หยั่งประเมินผลประโยชน์ของชาติเหนือสิ่งอื่นใด โดยเวลานั้นภูมิรัฐศาสตร์ของจีนมีความเสี่ยง (ทั้งเสี่ยงเป็นและเสี่ยงตาย) มีทั้งโอกาสและภัยคุกคาม โดยในปี ค.ศ.1968 นั้น สหภาพโซเวียตได้บุกยึดประเทศเช็คโกสโลวาเกีย จัดตั้งระบบคอมมิวนิสต์ที่เข้มงวด และมีแนวโน้มทางภูมิรัฐศาสตร์ว่า จะครอบงำจีนได้ทั้งในด้านความอยู่รอดของรัฐชาติ และอุดมการลัทธิสังคมนิยมเบ็ดเสร็จในอนาคตด้วยอย่างไรก็ตาม โรนัลด์ ซี.คีธ (Ronald C. Keith) ผู้เขียนหนังสือ The Diplomacy of Zhou Enlai แสดงความเห็นว่า การเปิดสัมพันธ์กับสหรัฐฯ นั้น โจวเอินไหล ไม่ได้ต้องการสร้างดุลยภาพโดยเอาหลังพิงมหาอำนาจอย่าง สหรัฐฯ เพื่อคานกับโซเวียต แต่ต้องการดำเนินการตามวิถีที่ดำรงความเป็นตัวตนแห่งชาติจีนคอมมิวนิสต์ด้วย แรงขับเคลื่อนของโจวเอินไหล มีความซับซ้อนล้ำลึกไปกว่าการสร้างสมดุลมหาอำนาจ ซึ่งนั่นเป็นเพียงเป้าหมายระยะสั้นมากกว่า

ทว่าเป้าหมายระยะยาวของเขากลับอยู่ที่การเปลี่ยนระบบขั้วอำนาจการเมืองโลก ที่แบ่งออกเป็น ระบบสองขั้วอำนาจ (Bipolar system) โดยมีสหรัฐอเมริกา และสหภาพโซเวียตเป็นผู้นำ ไปสู่ ‘โลกหลายขั้ว’ (Multi-polar World) ที่บทบาทอำนาจทางการเมือง การกำหนดชะตากรรม ความมั่นคง เศรษฐกิจ และการค้า จะไม่ตกอยู่กับประเทศใดประเทศหนึ่งเพียงประเทศเดียว หรือสองประเทศอีกต่อไป  แม้ว่าภูมิรัฐศาสตร์โลกในเวลานั้นจะเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่ต้องกังวล แต่ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของจีนที่โจวเอินไหลวางไว้ ก็ยังมุ่งเป้าหมายไปที่การสร้างเศรษฐกิจของตนเองด้วย โดยเขาได้กล่าวสุนทรพจน์ในปี ค.ศ.1975 (ก่อนเสียชีวิต 1 ปี) เน้นย้ำให้ความสำคัญกับแผน ‘นโยบายสี่ทันสมัย’ พร้อมทั้งวางตัวบุคคลที่จะมารับสานต่อนโยบายนี้ คือ เติ้งเสี่ยวผิง ผู้ซึ่งเขาเชื่อมั่น-เชื่อใจว่าเป็นบุคคลเดียวที่จะบรรลุเป้าหมายนี้แทนเขาได้ในอนาคต นโยบายเปิดประเทศสู่โลกนี้ โจวเอินไหล ประสบความยากลำบากมากจากชนชั้นอำนาจในพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทั้งจาก หลินเปียว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ผู้ซึ่งประธานเหมาเจ๋อตง เคยวางตัวให้เป็นทายาทการเมืองสืบทอดคนต่อไป และจากแก๊งค์สี่สหาย โดยบุคคลเหล่านี้ พยายามโน้มน้าวผู้นำเหมาให้ปิดประเทศ ต่อต้านตะวันตก ยึดอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่ง อันไม่อาจอยู่ในโลกของความเป็นจริง และก่ออุปสรรคในภารกิจของโจวเอินไหลมาตลอด จนครั้งหนึ่ง โจวเอินไหล เคยกล่าวกับ คิสซิงเจอร์ ระหว่างเจรจาเปิดปูทางสร้างสัมพันธ์ เมื่อปี ค.ศ. 1971-1972 ว่า ให้มั่นใจเขาและดูการกระทำของรัฐบาลมากกว่า อย่าไปฟังคนพูดโน่นพูดนี่ แม้กระนั้นในทางรัฐบาลเอง โจวเอินไหล ก็ต้องเผชิญกับการเจรจาหยั่งเชิง ช่วยเหลือผู้คนที่ประสบภัยการเมืองจำนวนมาก ขณะเดียวกัน ยังต้องประคองตัวให้อยู่รอดในสถานการณ์ผันผวนจากการคุกคามของเหล่าแก๊งค์สี่สหายตลอดมา จนแม้กระทั่งในวันที่เขาเสียชีวิตในปี ค.ศ.1976 ความพยายามของแก๊งค์สี่สหาย ในการลดอำนาจโจวเอินไหล และไม่ให้ความสำคัญกับการอสัญกรรมของเขาเมื่อวันที่ 8 มกราคม ค.ศ.1976 นี้เอง กลายเป็นแรงกดดันให้ประชาชนจีนผู้อัดอั้นตันใจตลอดมา ต่างแสดงออกทางการเมืองด้วยการเดินเท้าจากบ้านหลั่งไหลมายังจตุรัสเทียนอันเหมิน ในเช้าวันที่ 5 เมษายน อันเป็นวันตรงกับเทศกาลบูชาบรรพบุรุษ (ชิงหมิง หรือเช็งเม้ง)ในวันนั้น ประชาชนจีนนับแสนคน พร้อมใจกันนำเอาพวงหรีดมาตั้งไว้ที่อนุสาวรีย์วีรชนกลางจัตุรัสเทียนอันเหมิน หลั่งน้ำตาอาลัยนายกโจวเอินไหล อันเป็นที่รักยิ่งของพวกเขา ประมาณกันว่ามีจำนวนพวงหรีดนั้นกองสูงดั่งภูเขาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในการไว้อาลัยบุคคลสำคัญฯ และในเวลาเดียวกัน ก็เป็นการแสดงนัยยะแห่งการลุกฮือหมดยุคของนางเจียงชิงและแก๊งค์สี่สหาย

ชวนทัศนา กับ “นายคมชาญ”…

 

 

Comments

comments